การให้บริการของกลุ่มงานพิษวิทยา



ชนิดตัวอย่างและขอบเขตการให้บริการ

1. สารระเหย  เช่น  cyanide, methanol, ethanol, thinner, chloroform, benzene

2. โลหะต่างๆ ในเลือด  เช่น  ตะกั่ว, สารหนู*. ปรอท*, แมงกานีส*, เหล็ก*, ทองแดง*

 * ส่งต่อไปยังสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข   โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ก่อนเก็บตัวอย่าง  หรือติดต่อไปยังสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  โทร 0 2951 0000 ต่อ 99248, 99614 (งานรับตัวอย่าง)

3. ยารักษาโรคในเลือดและชีววัตถุ

        3.1 ตรวจเอกลักษณ์ในยารักษาโรคในเลือดและชีววัตถุ เช่น  ยาแก้ปวด  ยานอนหลับ  ยาสงบประสาท  ยาระงับประสาท

        3.2 ตรวจปริมาณยารักษาโรคในซีรัม เช่น  paracetamol,  phenobarbital  และ phenytoin

4. สารเสพติดในปัสสาวะ  เช่น  ยาบ้า  มอร์ฟีน  กัญชา

5. สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์  (Pesticides)

    สารเคมีกำจัดแมลง  (Insecticides)  กลุ่มต่าง ๆ ดังนี้

    - กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต  เช่น  Parathion, Malathion

    - กลุ่มออร์กาโนคลอรีน  เช่น  DDT, Endrin, Heptachlor

    - กลุ่มคาร์บาเมต  เช่น  Methomyl, Carbaryl

    - กลุ่มไพรีทรอย  เช่น  Deltamethrin, Cypermethrin

    - สารเคมีกำจัดวัชพืช

        > ประเภทเลือกทำลาย  เช่น  2, 4-D, Bromacil

        > ประเภทไม่เลือกทำลาย  เช่น  Paraquat, Glyphosate

    - สารเคมีกำจัดเชื้อรา  เช่น  Benomyl

    - สารเคมีกำจัดเห็บ เหา  เช่น  Benzylbenzoate

    - สารเคมีกำจัดหนู  เช่น  Zinc phosphide, Warfarin

6.  อนุมูลพิษ  เช่น  Nitrate, Nitrite, Chlorate

7.  ระดับ  Cholinesterase activity ในซีรัม และ  acetylcholinesterase  ในเม็ดเลือดแดง

8.  ปริมาณเมทานอลในเชื้อเพลิงอุ่นอาหาร 

9.  ปริมาณเมทานอลในผ้าเย็น/กระดาษเย็น

    ในกรณีที่ต้องการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์วัตถุมีพิษที่ใช้ในบ้านเรือน หรือวัตถุอันตรายชนิดอื่นๆ ให้ติดต่อประสานงานโดยตรงกับสำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  หรือดูรายละเอียดได้ที่  http://www.dmsc.moph.go.th 

การเก็บและการนำส่งตัวอย่างตรวจสารเป็นพิษทั่วๆ ไป

1. วิธีการเก็บตัวอย่าง

    -  น้ำล้างกระเพาะครั้งแรก  น้ำจากกระเพาะ  ควรเก็บส่งทั้งหมด

    -  เลือดหรือซีรัม ต้องระวังเกี่ยวกับคุณภาพของตัวอย่าง หากแยกซีรัมต้องไม่มีเม็ดเลือดแดงปน  หรือกรณีที่ต้องการตรวจหาสารเป็นพิษที่ระเหยได้ควรระวังการปนเปื้อน เช่น การเจาะเลือดเพื่อตรวจแอลกอฮอล์  ให้ใช้ยาฆ่าเชื้ออื่น เช่น mercuric nitrate  ทาผิวแทนแอลกอฮอล์  กรณีศพที่ไม่สามารถเจาะเลือดได้แล้ว ให้ใช้เลือดจากหัวใจ เป็นต้น

    - ปัสสาวะ  นำส่งอย่างน้อย 60 มิลลิลิตร

    - อาหารที่สงสัยว่ามีสารเป็นพิษ  ให้เก็บแยกอาหารแต่ละชนิด

    - วัตถุตัวอย่างอื่นๆ ที่สงสัยว่ามีสารเป็นพิษ  ส่งประมาณ  500 กรัม  ถ้ามีตัวอย่างไม่พอให้เก็บส่งมากที่สุด  โดยพิจารณาจากภาชนะที่ผู้ป่วยใช้รับประทาน  หรือที่ต้องสงสัย

2. การใส่สารกันบูด

    วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสภาพตัวอย่าง ได้แก่ การแช่ตัวอย่างให้เย็นจัดหรือแช่แข็งไว้ตลอดเวลาจนถึงเวลาตรวจ  หากไม่สะดวกให้ใส่สารกันบูด  ดังนี้

    - เลือด  ใส่โซเดียมฟลูออไรด์ 1 มิลลิกรัม ต่อเลือด 10 มิลลิลิตร  เขย่าให้เข้ากัน

    - น้ำล้างกระเพาะ  ใส่เกลือ 1 ส่วนต่อตัวอย่าง 4 ส่วน ห้ามใส่สารกันบูดอื่นๆ

3. ภาชนะสำหรับบรรจุตัวอย่าง

    ควรเป็นภาชนะที่สะอาด ไม่แตกง่าย มีฝาหรือจุกปิดสนิท  อาจใช้ภาชนะประเภทพลาสติก  เช่น  ขวด  กล่อง  หรือใช้ถุงพลาสติกที่ไม่มีรอยเย็บต่อเพื่อป้องกันการรั่ว และควรใช้ 2-3 ถุงซ้อนกัน รัดปากถุงให้แน่นด้วยยางรัด  การตรวจหาสารเป็นพิษระเหยได้ ไม่ควรใช้ถุงพลาสติก

4. การปิดฉลาก

    ต้องปิดฉลากบนภาชนะบรรจุตัวอย่างทุกชิ้น ระบุ ชนิดตัวอย่าง  ชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย  วันเวลาที่เก็บ  ชื่อผู้ส่งหรือหน่วยงานที่จัดส่ง  เขียนให้ชัดเจน อ่านง่าย

5 ข้อมูลการเกิดพิษ

    ควรแจ้งรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเกิดพิษ  เช่น  เวลาเริ่มมีอาการพิษ  เหตุสงสัยว่าได้รับสารเป็นพิษ  อาการป่วย  ประวัติการใช้ยา ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญมาก  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจวิเคราะห์ว่าควรจะตรวจหาสารเป็นพิษชนิดใด หรือประเภทใด  ทำให้ประหยัดในการใช้น้ำยา สารเคมี  และลดระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์

การเก็บและการนำส่งตัวอย่างตรวจโลหะเป็นพิษ

    ตัวอย่างที่ต้องการตรวจหาโลหะเป็นพิษ  ได้แก่  เลือด ซีรัม หรือพลาสมา  ปัสสาวะ  ควรรีบจัดส่งโดยเร็ว  ถ้าไม่สามารถนำส่งได้ทันทีควรเก็บตัวอย่างไว้ในตู้เย็น  ภาชนะที่ใส่ตัวอย่างควรล้างด้วยกรดไนตริก 10% และล้างออกให้หมดด้วยน้ำกลั่น คว่ำให้แห้ง  ปิดฉลากภาชนะให้ชัดเจน  แจ้งชื่อและชนิดของโลหะที่ต้องการตรวจ  บอกรายละเอียดอาการของผู้ป่วยและยาที่ใช้รักษา

1. เลือด  เจาะจากเส้นเลือดดำ 10 มิลลิลิตร ใส่สารป้องกันเลือดแข็งตัว เช่น

    Heparin    :  ใช้  0.2 มิลลิลิตร ต่อเลือด 10 มิลลิลิตร

    EDTA       :  ใช้  1-2 มิลลิกรัม ต่อเลือด 1 มิลลิลิตร

2. ซีรัมหรือพลาสมา   ควรแยกจากเลือดโดยเร็ว  ถ่ายใส่ภาชนะที่สะอาด  ปิดฉลาก

3. ปัสสาวะ นำส่งในภาชนะพลาสติกหรือขวดแก้วที่ล้างสะอาด นำส่งอย่างน้อย 60 มิลลิลิตร 

การเก็บและการนำส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์วัตถุมีพิษที่ใช้ในบ้านเรือน

1. เชื้อเพลิงอุ่นอาหาร  ตัวอย่างละ 10 ถ้วย หรือประมาณ 200 กรัม   บรรจุในถุงพลาสติก รัดปากถุงให้แน่น มีฉลากแจ้งชื่อตัวอย่าง วันที่ผลิต  และชื่อผู้ผลิต

2. ทรายกำจัดลูกน้ำยุง ตัวอย่างละไม่น้อยกว่า 200 กรัม

การเก็บและการนำส่งตัวอย่างผ้าเย็น/กระดาษเย็น 

    ให้เก็บตัวอย่างละ 60 ซอง

การส่งตัวอย่างปัสสาวะตรวจสารเสพติด

1. ปริมาตรตัวอย่างปัสสาวะ

    -  การตรวจยาบ้า เก็บตัวอย่างปัสสาวะไม่น้อยกว่า 15 มิลลิลิตร

    -  การตรวจมอร์ฟีน เก็บตัวอย่างปัสสาวะไม่น้อยกว่า 60 มิลลิลิตร

    -  การตรวจกัญชาเก็บตัวอย่างปัสสาวะไม่น้อยกว่า 30 มิลลิลิตร

    -  การตรวจยาบ้าและกัญชา ใช้ตัวอย่างปัสสาวะไม่น้อยกว่า 45 มิลลิลิตร

    -  การตรวจยาบ้าและมอร์ฟีนใช้ตัวอย่างปัสสาวะไม่น้อยกว่า 75 มิลลิลิตร

2. ปิดฉลากบันทึกรายละเอียดการเก็บตัวอย่างพร้อมลายมือชื่อ ผู้เก็บ และเจ้าของปัสสาวะ

    

3. ส่งตัวอย่างพร้อมหนังสือนำส่งปัสสาวะเพื่อตรวจพิสูจน์หาสารเสพติด ที่มีรายละเอียดจำนวนตัวอย่าง ชื่อ นามสกุล เจ้าของปัสสาวะที่ตรงกับตัวอย่างนำส่ง

4. เจ้าหน้าที่รับตัวอย่างทำการตรวจสอบตัวอย่างและหนังสือนำส่งปัสสาวะเพื่อตรวจพิสูจน์หาสารเสพติดดังนี้

    - ตรวจสอบข้อมูลในแบบนำส่ง ตรงกับข้อมูลที่ตัวอย่าง หากชื่อเจ้าของปัสสาวะที่ฉลากภาชนะบรรจุและหนังสือนำส่งไม่ตรงกัน และไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ให้คืนผู้นำส่งและปฏิเสธการรับตัวอย่างนั้น ยกเว้นกรณีที่มีการสะกดคำผิดแต่ออกเสียงชื่อเหมือนกัน ให้เจ้าหน้าที่รับตัวอย่างเขียนชื่อที่ระบุบนฉลากไว้บนหนังสือนำส่งด้วย

    - ตรวจสอบปริมาตรตัวอย่างปัสสาวะว่ามีเพียงพอต่อการทดสอบตามข้อ 5.6.1 หรือไม่ หากไม่เพียงพอต่อการทดสอบให้แจ้งผู้นำส่งทราบและปฏิเสธการรับตัวอย่างนั้น กรณีที่ปริมาตรตัวอย่างปัสสาวะไม่เพียงพอต่อการทดสอบมากกว่า 1 รายการแต่ผู้นำส่งยังคงต้องการส่งตรวจอยู่โดยการลดรายการตรวจลงนั้น ให้ผู้นำส่งรับผิดชอบในการแก้ไขและเลือกสารเสพติดที่ต้องการตรวจไว้ด้วย

    - กรณีที่เจ้าหน้าที่รับตัวอย่างไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการรับตัวอย่างได้ให้ประสานงานกับผู้ทดสอบ หรือหัวหน้างาน เพื่อหาข้อสรุปว่าสมควรรับตัวอย่างนั้นหรือไม่

    - กรณีที่ผู้นำส่งไม่ได้นำส่งเอง ให้ส่งทางไปรษณีย์ หรือทางเครื่องบินเท่านั้น เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่สามารถรับตัวอย่างได้ ให้แระสานกับผู้นำส่งว่าต้องส่งตัวอย่างคืน และส่งคืนผู้นำส่งทางไปรษณีย์

5. ภาชนะบรรจุปัสสาวะต้องปิดผนึกทับฝาขวดด้วยกระดาษกาว และให้เจ้าของปัสสาวะเซ็นชื่อบนผนึกนั้นด้วย เพื่อป้องกันการสับเปลี่ยนตัวอย่าง 

แบบนำส่งตัวอย่าง

    การตรวจวิเคราะห์บางตัวอย่างจำเป็นต้องใช้แบบนำส่งตัวอย่างตามภาคผนวก 2 หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่  ดังนี้

F 35 06 011/1 แบบนำส่งตัวอย่างตรวจสารเป็นพิษ

F 35 06 011/2 แบบนำส่งตัวอย่างตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด

F 35 06 011/3 หนังสือนำส่งปัสสาวะเพื่อตรวจพิสูจน์สารเสพติด

คลังความรู้